More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  SibominPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
There are no music lists on this space.

Sibomin

View space
LatteCute★
View space
••son - teen••
View space
Auey!!
View space
-+*AohAoW*+-
View space
필요없어[tAnGMo]
View space
jikkie
View space
♪♬☆ kaRNBLesSyOU ☆♪♬
View space
ice*
View space
JaEyOonG*~
View space
Byrd
View space
JikKi!Ez

April 12

คู่มือนักเที่ยว

วันนี้วันดี เลยอยากอัพ ช่วงนี้ว่างงานมากเคยคิดไว้นานแล้วว่าจะเขียนหัวข้อนี้สำหรับนักเที่ยวแต่กะลังสั่งสมประสบการณือยู่ทุกวันจนวันนี้เรียนจบแล้วถือว่าเป็นวิทยาทานให้กับรุ่นที่เพิ่งหัดเที่ยว (ทำตัวรุ่นใหญ่ซ่ะด้วย 55 ) ที่เขียนเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเก่งอะไรแต่เพราะในบางกรณีคุณอาจจะทำพลาดอย่างที่ผมทำพลาดมาจึงเขียนไว้เป็นบทเรียนใครมีข้อเสนอแนะสามารถเพิ่มเติมได้ครับ ก่อนอื่นเลยการเที่ยวในที่นี้ไม่ใช่ไปเที่ยวทะเล ภูเขา หรือสวนสยาม การเที่ยวในแบบนี้เค้าเรียกการเที่ยวกลางคืน การเที่ยวกลางคืนมีหลายรูปแบบแตกต่างตามสไตล์ของคนเที่ยวแต่ละคนออกไป บางคนชอบเต้น บางคนชอบนั่งกินคุยกัน บางคนชอบดนตรีที่ไม่ค่อยมีฟังกันมากนักในเมืองไทย บางคนชอบดูดนตรีสด บางคนชอบดูดนตรีสดที่เล่นเก่ง บางคนชอบดูดนตรีสดที่นักดนตรีหน้าตาดี ก็นานาจิตตัง กันออกไป แต่ทุกวันนี้ร้านต่างๆก็มีการพัฒนาเพื่อเอาใจผุ้บริโภคให้ถึงที่สุด อาจจะรวมหลายๆแนวใว้ในร้านเดียว เพราะฉนั้นที่เราจะพูดและแนะนำเกี่ยวกับการเที่ยวเราจะพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่ชอบไปเต้นกันตามสถานที่อโคจร เราจะไปกันที่ล่ะข้อ อย่าข้าม ถ้าไม่จำเป้นหรือมีเหตุสุดวิสัยจิงๆ เพื่อประโยชน์ต่อตัวคุณและประสิทธิภาพของคู่มือเล่มนี้

1.ตกลงกับเพื่อนฝูงถึงร้านที่จะไปเที่ยวเอาประชามติส่วนใหญ่ อย่าเอามติที่เป้นส่วนน้อยมาคิดว่าเพื่อนจะนอยมั้ยถ้าไม่ไปร้านที่เพื่อนอยากไป ไม่ต้องห่วงเด๋วมันเมา มันหายนอยเอง มันก็เต้นเองแหละ

2.ถ้าเป็นการเที่ยวในรูปแบบที่ไม่ใช่วันสำคัญ เช่นวันเกิด วันสอบเสร็จ วันเพื่อนอกหัก ต้องเกณฑ์คน ใครก็ได้เพื่อนของเพื่อนแฟนของเพื่อน พี่ของเพื่อน น้องเพื่อน เพื่อนเก่ารรเก่า เพื่อนใหม่เพิ่งรู้จักเมื่อวาน แม่ของเพื่อน พ่อของเพื่อน (อันหลังคงจะมายากหน่อย) แถวบ้านเรียกชวนดะ ชวนไปเหอะ เพราะเปอร์เซนต์ของคนที่จะมา มักจะไม่ร้อยเปอร์เซนบางคนก็มาบางคนก็ไม่มา ถ้าชวนแบบตายตัวชวนไปสี่คน มาสามคนถือว่าประสบผลสำเร็จ แสดงว่ามึงยังเป็นคนน่าคบอยู่ แต่ถ้าชวน ห้าคนแล้วไม่มาเลยต้องดูตัวเองอีกทีว่าผิดตรงไหน เช่นเวลาไปเที่ยวมีเงินออกเท่าคนอื่นมั้ย ไปแย่งเพื่อนจีบสาวรึเปล่า ไปแล้วโวยวายทะเลาะวิวาท หาตีนมาสมัครเป้นสมาชิกแกงค์คนใหม่รึเปล่า หรือไปจีบแฟนเจ้าของร้าน อันนี้ก็ต้องเก็บไปคิดและพัฒนาตัวเองใหม่ การมาเยอะจะส่งผลบุญตอนเช็กบิล และตอนมีเรื่อง เพราะจำนวนคนยิ่งเยอะหารก็จะเยอะตามไปด้วย ยิ่งร้านแพงๆ อย่าทะลึ่งแซดแล้วไปนั่งกินคนเดียวเด๋วจะแซดกว่าเดิม ที่คัญการชวนเพื่อนต้องดูลักษณะว่าต้องเป็นคนที่มีตังพอจ่ายและใช้ชีวิตทำอย่างอื่น เพราะบางทีสมมติชวนคนมาดื่มด้วยกันตอนชวนมีเงินแต่พรุ่งนี้มึงเลี้ยงข้าวเลี้ยงหนังกูน่ะ อย่างนี้ไม่เอา

3.หลังจากชวนเสร็จต้องย้ำให้เพื่อนนำเอกสารแสดงตัวมา ไม่ว่าจะเป็น บัตรประชาชน พาสปอร์ต ใบขับขี่ ได้แค่นี้เท่านั้นถ้าผับเข้มๆ ใบขับขี่อาจจะใช้ไม่ได้แล้วอย่าทะลึ่งเอาสำเนาบัตรหรือเรียกง่ายๆว่าใบถ่ายเอกสารไปตรวจจะโดนไม่ใช่น้อย เหมือนถ่ายเอกสารแบงค์ยี่สิบแล้วไปซื้อก๋วยเตี๋ยวกิน ยังงี้ไม่เอา

4.หลังจากชวนเพื่อนและรู้ที่จะไปเสร็จต้องเตรียมตัวในการแต่งกาย ว่าลักษณะร้านเป้นรูปแบบไหนถ้าหรูก็ใส่เชิ้ตไปเพื่อเอาลูคไว้ก่อนเพราะการแต่งกายจะเป็นสิ่งแรกที่จะบอกคนอื่นว่าคุณเป็นคนยังไง หรือถ้าร้านสบายๆก็แต่งตัวสบายๆ อย่าทะลึ่งใส่เชิ้ตตลอดเวลาเข้าไปร้านเด็กๆเค้าเที่ยวกันเด๋วคนจะถามว่ามาหาลูกเหรอ และที่สำคัญที่สุดในการเที่ยวเพื่อความปลอดภัยกรุณาใส่ขายาวและรองเท้าผ้าใบหรือหนังก็ได้ เพราะบางผับแต่งตัวไม่สุภาพก็เข้าไมได้น่ะจ๊ะ ต้องทำตัวให้ดูดีอยู่เสมอเพราะคุณไม่รู้หรอกว่าจะเอจใครในวันนั้นมั่ง

5.นัดกันกับเพื่อนเรื่องคิวการจองโต๊ะเพราะว่าถ้าร้านที่ดังและเป้นที่นิยมคนจะเต็มเร็วมาก ตาม ตจว พวกเมืองใหญ่ๆเช่นขอนแก่น เชียงใหม่ พทัยา วันศุกร์ เสาร์ ที่ยอดนิยมเวลาการเต็มมาตรฐานจะอยู่ที่ 20.45 ถ้าไม่นับการมีคอนเสิร์ตมาที่ร้านเวลาอาจะปรับเร็วขึ้น 30-40 นาที ตามความดังของศิลปินที่จะมาเล่นคอนเสิร์ต แต่ Tattoo Colour เล่นที่ขอนแก่น 22.30 ยังไม่เต็ม 55 เรื่องการจองโต๊ะเป้นเรื่องที่ละเอียดอ่อนว่าใครจะมาต้องเป้นคนที่ตรงต่อเวลา และวางใจได้ ถ้าเกิดไม่เป้นคนแบบนี้จะเกิดอะไรขึ้น ก็จะไม่ได้โต๊ะแล้วก็จะยืนหง่าวเบียดเสียดคนอื่น ยังงี้ไม่เอา

6.การจองโต๊ะจะต้องทำกันเป็นคิวไม่ใช่ว่าคนไหนจองคนนั้นต้องจองตลอดแล้ว ลักษณะพวกจองโต๊ะจะเมาเร็วกว่าคนอื่นมากเพราะต้องมานั่งดื่มรอเวลาเพื่อนฝูงมา กว่าจะมากันครบ ร้อยละ 80 เมาก่อนเพื่อนทุกราย ล่าสุดเป็นคนจองโต๊ะที่ร้านแห่งนึงวันนั้นมีคอนเสิร์ตฟลัว ไปตั้งแต่สองทุ่มตื่นเช้ามาถามเพื่อนว่าฟลัวมันเล่นฤดูที่ฉันเหงารึเปล่าว่ะ เมามากมายจำอะไรไม่ได้ เลย ต้องทำกันตามคิวเพราะจะได้ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบกัน

7.ถ้าคุณเป็นคนจองโต๊ะกรุณาเลือกที่ที่ง่ายต่อการคมนาคมไปมา ไม่จำเป้นต้องใกล้ห้องน้ำมากเพราะรำคาญคนเดินไปมา หรือบางคนชอบคนเยอะๆเดินไปมาก็ไปเลือกที่ใกล้ห้องน้ำก็แล้วแต่ศรัทธามหาชน เพราะเพื่อนผมเคยบอกไว้ว่า อยากดูคนสวยต้อง แถวๆห้องน้ำ ถามไปว่าทำไมว่ะ มันบอก ไอ้ห่า สวยแค่ไหนก็ต้องฉี่หล่ะว่ะ เออ มีเหตุผล

8.ถ้าไม่เคยไปร้านนั้นแต่ต้องจองโต๊ะเหตุสุดวิสัยจิงๆ ถามเด็กสิร์ฟเลย โซนไหนเต็มก่อน แสดงว่าโซนนั้นมีดี เลือกนั่งโซนนั้นเลย

9.ก่อนออกจากบ้านเชคสิ่งของให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาท่องให้ขึ้นใจ กุญแจรถ มือถือ เงิน และส่องกระจกอีกทีเพื่อเชคความเรียบร้อย ใครที่สูบบุหรี่กรุณาเช็คว่าบุหรี่มีพร้อมและพอเพียงมั้ยควรซื้อก่อนเข้าไป เพราะถ้าซื้อในผับราคาสองเท่าเลยครับตูดบานๆ กรุณาแลกแบงค์ย่อยก่อนออกจากบ้านเพราะว่าถึงเวลาเช็คบิลทีไรพวกมีแบงค์ใหญ่ได้ทอนไม่เคยครบซักที เพราะว่าบางคนจ่ายน้อยมากไม่เท่ากัน( กุญแจรถ กระเป๋าเงิน อะไรก็ก็แล้วแต่ที่ ไม่ได้ใช้อยู่ตลอดคือจะคิดถึงมันอีกทีตอนผับปิดหรือเช็คบิล หรือสิ่งของอะไรที่หล่นจากกระเป๋าได้ง่าย กรุณาฝากเพื่อนผู้หญิงที่ไว้ใจได้และมีกระเป๋าสะพายไปเพราะจะหายได้ยากกว่าผู้หญิงเค้าเก็บของเก่ง )

10.เมื่อไปถึงร้านการเชคบิลของทางร้านส่วนใหญ่มีสองแบบคือ เก็บสดเลยเมื่อสั่งเสร็จ และแบบกินเสร็จถึงเก็บเงิน แบบแรกอันตรายมากสำหรับมือใหม่เพราะถ้าคุณสั่งไปแล้วคุณต้องจ่ายเลยแล้วจะคิดว่าเด๋วค่อยเอาคืนฝันไปเถอะว่าจะได้ครบตามหลักการคลาดเคลื่อนของคนเมาเวลาหารเงิน ดีไม่ดีอาจจะเจอกับพวกที่เนียนมากนี่ต้องใช้เทคนิคขั้นสูงคือพวกเนียน พวกเนียนจะไปเข้าห้องน้ำหรือมีธุระต้องโทรศัพท์ทันทีเมื่อโซดาบนโต๊ะหมด หรือน้ำแข็งหมดแล้วก็จะทิ้งแค่คำพูดว่า เฮ้ย โซดาหมด หรือน้ำแข็งหมด สั่งดิ้ แล้วมันก็จะเดินไป ถ้าเราหลงกลมันเราสั่งเส็ดเช็คบิลสด โดนใครครับ โดนเราสิครับ บางทีถ้าโชคร้ายอาจจะเจอนินจา นินจาคือพวกที่มาเที่ยวด้วยกันเมาด้วยกัน ไปห้องน้ำด้วยกัน แต่ตอนเพลงช้าขึ้น ไฟเปิด ผับกะลังจะเลิก ปาฏิหารย์ครับ มันหายไปแล้วเพราะฉนั้นอย่าไปจ่ายก่อน เอ้าแล้วจะให้ทำไงหล่ะทีนี้ วิธีแก้นี้มีครับบอกเด็กเสิร์ฟไปว่าเซ็นครับ เซนไปทีละบิล แล้วตอนเช็คค่อยรวมบิลทีเดียว หรือถ้าเด็กเสิร์ฟบอกว่าไม่ได้ครับ วันศุกเสาร์คนเยอะ ก็บอกไปว่า เด๋ว แปบนึงครับเพื่อนกำลังมาเงินไม่พอจ่ายครับ แล้วก็หน้าหนีไปอย่าไปมองตาเด็กเสิร์ฟว่าได้มั้ย เราเป็นคนจ่ายเงินไม่ได้ขอเค้ากินครับ ลูกค้าถูกเสมอ และจะส่งผลบุญไปถึงตอนเช้าว่าไม่ต้องตื่นมาตกใจว่าทำไมเงินกูเหลือแค่นี้ว่ะ กุใช้ทำอะไร แล้วทำไมไม่ได้เงินครบตามจำนวน

11. ใครที่สูบบุหรี่กรุณาพึงสังวรณ์ว่าเป้นทรัพย์สินส่วนบุคคลอย่าทะลึ่งไปวางบนโต๊ะมันจะหมดเร็วมากบางคนมีของตัวเองแต่ก็หยิบเพราะมันใกล้มือและสะดวก บางทีเพื่อนของเพื่อนเดินมาหาเพื่อนชนแก้วๆๆ อาจจะหยิบไป 1 ตัวเพื่อความสบายใจเก็บใส่กระเป่ากางเกงน่ะจ๊ะ

12.การกินเหล้ากินกันเพื่อความสนุก อย่าไปคึกโชว์กินเพียว หรือโชว์กินเข้มมันจะอยู่ได้ไม่นานจะไปเร็วก่อนเพื่อน ไอ้เท่ น่ะ เท่ ไอ้เก่งมั้ย เก่ง แต่ตอนอ้วกมันไม่นาดูน่ะจ๊ะ

13.ถ้ารู้จักคนในผับเยอะต้องชนกะคนนู้นคนนี้บ่อยๆ กรุณารินให้บางกว่าปกติมากๆ เพราะ จะเมาเร็วมาก ถ้าเกิดทะลึ่งมีคนรู้จักเยอะ จะซวยเอา

14.การจีบเพศตรงข้าม หรือ เพศเดียวกันในผับไม่ใช่เอะอะ เข้าพรวด สำรวจให้ดีว่าว่ามากับใคร ควรถามเพื่อนว่ารู้จักคนนี้มั้ย มี แฟนยัง แฟนมาด้วย มั้ย หรือ คนที่ยืนข้างๆมันเพื่อนหรือ แฟนว่ะ ถ้าไม่แน่จัยอย่าไปยุ่ง เพราะเด๋วปั๊ดโดน

15.การขอหรือให้เบอร์ คิดดูดีๆก่อนจะให้ เพราะคนนี้มันจะโทรมาตอนเช้าน่ะ ตอนบ่ายน่ะ ตอนเย็น น่ะ คุ้มมั้ย น่ารำคาญน่ะไหวมั้ย มันดีแก่การลงทุนจิงมั้ย เพราะฉนั้นต้องเอาเบอร์เพื่อนให้ 55 แล้วก็บอกว่าลืมโทรศัพท์ไว้บนรถ หรือ เพื่อนยืม หรือฝากไว้กะเพื่อน เผื่อเกิดกรณีโทรมาเชค แต่ต้องเตี๊ยมกะเพื่อนให้ดีว่าจะมีคนโทรมาอย่าทะลึ่งรับ แล้วค่อยว่ากันอีกที การขอเบอร์คนในผับเป้นเรื่องยากมาก อยู่ที่ฝีปากและหน้าตาของแต่ล่ะคน เรื่องนี้ยากใช้วิจารณญานกันเอาเอง

16.หลีกเลี่ยงการมีเรื่องให้มากที่สุดเท่าที่จะมีได้ เพราะมาเที่ยวไม่ได้มาต่อยมวย ไม่งั้นก็ไปเวทีมวยแล้ว ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วพวกน้อยพยายามทำตัวเป็นมิตรไว้ก่อน เจอใครคนนั้นคนนี้ ทักให้หมด ดูใหญ่ดี 555

17.สุดท้ายเมื่อมาถึงการเช็คบิลอย่าเพิ่งออกเงินจนกว่าคนจะมาครบ รีบควักเงิรออกคนแรก ตามจำนวนที่ใช้มือถือหารแล้ว และรีบยื่นไปให้คนข้างๆ เพื่อความเร็ว เพราะ ร้อยล่ะ 80 คนที่ถือเงินรอเชคบิลมักจะต้องออกเยอะกว่าคนอื่นอยู่เสมอ เพราะมันจะไม่พอ จ่ายเงินครบตามจำนวนและเดินไปที่ห้องน้ำล้างหน้า ล้างตาให้สร่าง เพราะถ้าอยู่โต๊ะต่อ เพื่อนไม่ครบจะโดนหางเลขและต้องออกให้สำหรับส่วนที่ไม่พอได้ อาจจะดูเห็นแก่ตัว แต่เพื่อความสบายใจของเราในการใช้ชีวิตกลางคืนบ่อยๆ ก็คิดซ่ะว่า นี่มันเป็นการเท่าเทียมกันครับ

จบแล้วครับ กรุณาไปแทกซี่หรือถ้าไม่มีก็ให้เพื่อนมารับ หรือถ้าจะขับมาเองก็ต้องทำให้สร่างก่อนแล้วค่อยขับน่ะครับ ปลอดภัยที่สุด เพราะ เมื่อสามเดือน รถ เพิ่งชนมา 555 ใครอยากกินต่อ ก็แนะนำสำหรับคนกลัวอ้วนว่า กิน แล้วนอน เลย อ้วนเร็วมากครับ และ อย่ากินเบียร์จะอ้วนเร็วกว่าเหล้ามากครับ ออกกำลังกายอยู่เสมอเพื่อคืนนี้ที่สดใสจ้า 555

*วันนี้อารมดีทำสเปซตัวใหญ่

February 19

สวัสดีครับ ความจริง

  ตอนนี้เวลา 13.46 น. ณ เชียงใหม่ มีเสียงคนกำลังทำความสะอาดบ้านญาติดังไปมา นั่ง เล่นแล้วก็นึกครึ้มขึ้นว่าจะอัพสเปซจิงๆความคิดนี้มีมาหลายเดือนก่อนหน้านี้ แต่ เวลาจะอัพก็จะโหยยเหนื่อย เพราะเจออะไรมามากมายอัพไม่ไหว ดองเป้นดินพอกหางดิม จนวันนี้ เข้าไปอ่านสเปซเพื่อนๆ แล้ว เกิดไฟ อยากเขียนขึ้นมา เค้าว่ากันว่า คนเราเมื่อถึงทางแยกที่จะต้องตัดสินใจอะไรแล้ว ช่วงเวลา ที่คุณครุ่นคิดว่าจะทำอะไรดี มันเป็นภวังค์ เพียงแค่ชั่ววินาทีหนึ่ง หรือ 4 วัน หรือ 6 ปีที่คุณคิดว่าคุณจะทำอะไรต่อ แล้วชีวิตคุณจะไปไหนดี เลี้ยวซ้ายตรงนี้แล้วไปออกที่ไหน หรือว่าเราทำอะไรลงไปแล้วส่งผลอะไรกับชีวิต เป็นต้น และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งทางแยกที่ผมต้องเลี้ยว หรือตรงไป หรือแม้กระทั่งอาจจะกลับหลัง อาการเลื่อนลอยไปมา ไม่มีอะไรจริงจัง ไม่เครียดกับชีวิต ครึ่งๆกลางๆ ค้างๆคาๆ คงจะเป้นอาการค้างเคียงของ ภวังค์นี่ซะกระมัง อาการพวกนี้จะดีขึ้นเมื่ออยู่กับเพื่อนหรือดนตรี แต่ถ้าอยู่คนเดียวก็จะเกิดอาการเหม่อลอย เพ้อเจ้อ ปั่นป่วนตัวเอง แม้กระทั่งขับรถ ก็ชั่งเถอะ ไม่ไหวน่ะ เมื่อไหร่ เราจะหลุดจาก ภวังค์นี่ซักที เบื่อแล้ว แต่ทำไม ยัง ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย เหมือนมันรอเวลา เหมือนมัน รอใคร เหมือนมันรอ การเสี่ยงครั้งใหญ่ หรือว่ามันแค่รอให้เราหลับตาแล้วนึกและตัดสินใจดีๆ อีกซัก ครึ่งชม ต่อไปนี้ ก็ไม่รู้ ไม่รู้จะทำอะไรต่อไปแล้ว ทุกวันนี้ กิจวัตรจำเจมาก มันต่างกันแค่วันที่ กับสีเสื้อที่เปลี่ยนไปแค่นั้นเอง กางเกงในก็เปลี่ยนน่ะ 55 แต่กางเกงส่วนใหญ่ตัวเดิม จะเล่าเพื่อ ? จริงๆ จุดจบของทุกทางเดินที่เราจะเลือกเนี่ย เราคำนวณหาจุดจบของมันเจอน่ะแต่ ที่มันเลือกไม่ได้ เพราะว่า มันไม่ต่างอะไรกันเลย ได้อย่างเสียอย่าง ไม่มีอะไรได้มาครบเลยซักอย่าง ไม่มีอะไรเพอร์เฟคในโลกนี้หรอก เพื่อนชอบบอก แต่เราก็ไม่เคยจะเชื่อ มันต้องมีดิว่ะ แต่มันแค่หายากกว่า อะไรทั่วๆไปดิ เนอะ ว่ามั้ยหาไม่เจอมันไม่ได้แปลว่าไม่มี มันแค่แปลว่าหาไม่เจอ ตอน2000ปีที่แล้วมีใครรู้เหรอว่า เราจะบินได้ หรือ คุยกันจากที่ไกลๆ ได้ หรือดูคนชอบโชว์ผ่านกล้องสีขาวที่บ้าน ได้ ไม่มีหรอก มันเป้นแค่ความฝัน แต่ทุกวันนี้เรากะลังทำอย่างที่คนเหล่านั้นฝันอยู่ ยากกว่าการหาความเพอร์เฟค ตั้งเยอะเลย ยังทำได้เลย โถ่ว มันต้องมีดิว่ะ ต้องมีๆๆ ทุกสิ่งทุกอย่างมีทางออกเสมอแค่คิดดีรึยัง ก่อนตัดสินใจแค่นั้น เอง คิดผิดก็ซวยไป เหมือนกับเวลาปรึกษาใคร ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าตัวเองจะทำอะไรแล้วจะปรึกษาไปทำไม จิงๆน่ะลองคิดดู ยกตัวอย่างเช่น เรื่องแฟน เป้น topic ที่คนเราถูกปรึกษาเยอะที่สุดรองจากเรื่องเงิน 55 บางคนก็ มาถามว่า ดิม กูควรจะทำไงดีว่ะ เค้าไม่รักกูแล้ว เค้าตี เค้าต่อยกู เค้าไม่แคร์ไม่ใส่ใจ ผมถามคนที่กะลังอ่านหน่อย คุณรู้มั้ยว่าควรทำไง ? คุณควรจะให้ คำปรึกษาอะไรได้อีก นอกจาก มึงก็เลิกดิ ก็จะบอกว่าไม่ได้ กูรักเค้า เอ้าไอ้... แล้วจะมาถามทำไมว่าควรทำไงดีในเมื่อ ก้มีคำตอบในใจอยู่แล้ว จะมาปรึกษาทำไม แนะนำว่าใครมาปรึกษาเรื่องแฟนกับคุณ จะด้วยปัญหาอะไรก็ได้คุณลองบอก มึงก็เลิกดิ แล้วมันก็จะบอกคุณว่า ไอ้ห่า มันไม่ได้เลิกันง่ายอย่างงั้นน่ะเว้ย ก็เลยคิดว่า นั่นไง มึงก้รู้หนิ มึงรักก็ต้องทน มึงไม่รักแล้วก็ไม่ต้องทน แค่นี้เอง จะมาปรึกษาทำไมให้เมื่อยคอด่า จิงๆแล้วเรื่องนี้เป็นสัจธรรมมาก เอาอีกเรื่องแล้วกันกับการใช้ชีวิตทั่วไป ไอ้คำว่าตามใจเหอะยังไงก็ได้ เนี่ยลองคิดตามน่ะ นาย A ในใจหวังกินก๋วยเตี๋ยว นาย B ในใจหวังจะกินส้มตำ นาย A ถามนาย B กินอะไรดีวันนี้ ทั้งที่ทั้งคู่ไม่รู้หรอกว่าจะกินอะไรดี แต่ก็มีอาหารในดวงใจอยู่แล้ว นาย Bบอกแล้วแต่มึง นายAบอกงั้นก๋วยเตี๋ยว น่ะ นาย B หน้านิ่วบอกจะดีเหรอ ไม่กินส้มตำว่ะ จบ ลองมาวิเคราะห์สองคนนี้ดู นาย เอ ถามกินไรดี (คือจะถามทำไมในเมื่อมึงก็รู้อยู่แล้วว่า ก๋วยเตี๋ยว) นายบีบอกตามใจมึงกูอะไรก็ได้ (คือแล้วจะพูดทำซากอะไรว่าอะไรก็ได้ตามใจมึง ในขณะที่ในสุดท้ายมึงก้บอกว่า ทำไมไม่ไปกินส้มตำอยู่ดี) เรื่องใกล้ตัวที่ทำกันเป้นนิสัยมันก็เป้นสัจธรรม ที่เราไม่รู้ตัว อย่างเรื่อง ผู้หญิงก็เรียกร้องกันเข้าไปสิทธิ ก็โอเคเราก็นับถือว่าให้มันเท่ากันจริงแล้วกันเพราะทำไมเราคิดว่าผู้หญิงมีสิทธฺเยอะกว่าซ่ะด้วยซ้ำ เพราะจะทำอะไรก็ได้ คุณผู้ชายครับคุณทุกคนต้องเข้าใจว่า ก็เค้าเป็นผู้หญิงไง เช่น จะโกดเรื่องไร ก็จะไม่พูด นิ่งไป ถามว่าเป้นไร ก็จะ ป้าววว ไม่เป็น เราก็ถามอีกเอ่า เป้นไรค้าบบบ ก็บอก ป้าวววว ไม่เป้น แต่หน้าบูด เราก็งง อยู่ดีๆ ก็ บูด เราก็ถามอีกว่า เป้นไรค้าบบบบบ เท่านั้นแหละ หลังจากลากเสียงยานว่าเป็นไรค้าบบ ก็จะหันมาทำหน้าค้อน ว่าออ ไม่ต้องถามก็ได้น่ะ ถ้า ขี้เกียด  เอ้า แล้วไมไม่ตอบตั้งแรกหล่ะที่ถาม ก็บอกว่า ป่าวๆๆๆ ไงถามอยู่ได้ ก็หน้าคุณก็บูดๆๆๆๆๆอยู่ไงทำไมถึงจะไม่ถาม สุดท้ายถ้าคุณผู้ชายมีความพยายามหน่อย ถามไปอีกซัก 6 รอบ มันจะเริ่มออกมาแล้ว ทีล่ะนิดๆ ๆๆๆ จนได้ความจริง ทั้งหมด คือสรุปมึงโกดกู นั่นแหละ ง่ายๆ แล้วทำไมไม่บอก จะ ป้าววววว ทำไมแล้วใครจะไปตรัสรู้ได้ว่าพี่โกดอะไร ถ้าพี่ไม่บอก ก็เห็นๆ กันอยู่ว่า เป็น แล้วเวลาคุยกับเพื่อน ก็จะบอกว่า มึง ก็ต้องเข้าใจ เค้าเป้นผู้หญิงไง ไงหล่ะเห้นมั้ย สิทธิ์ เยอะ กว่าอีก เวลาไปกับเพื่อน แล้วแฟนโทรตามให้ไปรับ ก็จะบอกว่า อืมม เด๋วไป แล้วก็จะมีคำพูดหนึ่ง ว่า กวนมั้ยหล่ะถ้าไม่ว่างไม่ต้องมาก็ได้น่ะ โอ้โหววว ก็ลองไม่ไปสิ ก็โกดอยู่ดีแล้ว จะพูดทำไมว่า ไม่มาก็ได้น่ะ เวลาเพื่อนชวนออกไปไหน บอกอืม เด๋วไปกะเพื่อนน่ะ อืม ไปเหอะ ตามสบาย ไอ้ผู้ชายมันก็ไปจริง แล้วก็ดันโกดว่า ไม่ใส่ใจติดแต่เพื่อน แล้วใครเป้นคนบอกให้กูไปได้ว่ะเนี่ย มึงต้องเข้าใจ เค้าเป็นผู้หญิงไง นี่เป็นตัวอย่างบางตอนของ เรื่องที่ว่า มึงต้องเข้าใจเค้าเป็นผู้หญิงไง คิดอะไรออกได้จะอัพในคอมเมนนท์เรื่อยๆ  แล้วเค้าก็พูดว่า ผู้ชายไม่เจ้าชู้เหมือนงูไม่มีพิษ แล้วถ้าผู้ชายอย่างเราพูดว่า ผู้หญิงไม่งี่เง่าก็เหมือนเต่าไม่มีกระดองหล่ะ คุณจะว่าไง ? ไม่เก็บกดอะไรมากมายหรอก แค่อยากให้คุณเข้าใจว่า ถ้าคุณอยากให้เค้าเข้าใจคุณ ว่า ก็ผู้หญิงก็เป็นแบบนี้ แหละ คุณก็ต้องเขข้าใจเค้าเหมือนกันว่า ผู้ชายมันก็เป้นแบบนี้แหละ เหมือนกัน มันไม่มีใคร อยากทำร้ายใครหรอก มันแค่ ว่าความเข้าใจและยอมรับของคุณมันมีให้กันได้มากแค่ไหน วาเลนไทน์ปีนี้ ก็มีแค่เพื่อน เซง เนอะ จะไปติดต่อกระทรวงไหนขอเลื่อนวาเลนไทน์ไป ซัก ธันวา ได้มั้ยกูยังไม่มี แฟนเว้ย เห้ออ ขอบคุณทุกอย่างที่เราเคยทำร่วมกันมา ขอโทษที่ไปต่อไม่ไหว ขอบคุณมากๆๆๆๆ ครับ

         

October 01

สำเร็จไปอีกก้าว

หลังจากผ่านพ้นช่วงสอบที่น่าใจหายใจคว่ำก็มีสิงดีๆเกิดขึ้นหลายอย่าง เลยช่วงนี้ดีใจมากๆเดินไปไหนมาไหนก็ยิ้มมมมมมมม เพื่อนก็แซววววว งี้แหละคนมีความสุข ได้เวลาลุยงานเต็มที่ เดินทาง 12.00 ถึง กรุงเทพ 19.00 หลังจากถึงที่ ค่าย เค้าก็บอกว่าวันนี้ ถ่ายปกน่ะ เราก็อ้อครับ แต่ไม่ได้ คิดว่าจะถ่ายทันทีเลยไง ปรากฏยังไม่ได้หายใจหายคอ ก็ถ่ายกันเลย ก็แต่งหน้าเกลียดการแต่งหน้าโคตร แต่ก้ต้องแต่งน่ะ เกิดมาหน้าตาด้อย ก็งี้แหละ ต้องให้เครื่องสำอางค์ช่วย 555 พี่เค้าบอกแต่งไม่ขึ้นหรอกแกสิวเยอะเกิน เอากระดาษาทราย ขัดให้เรียบก่อนได้มั้ย หน้ากูเลือดอาบพอดี เค้าบอกว่าไม่หล่อ แล้วยังมีสิวอีก โอ้ยย เลือกได้ก็ไม่อยากมีหรอกครับ เลือกได้ ก็อยากหน้าไม่มันแบบนี้ หรอก นี่เอะอะๆ ทำไร เหงื่อออก ตลอด คนอ้วน เผาผลาญง่าย 555 ก็เตรียมตัวกันเรียบร้อยคราวนี้ก็มาเตรียมท่าทาง สิครับ  ท่าทางเป็นอะไรที่ค่ายคาดหวัง ไม่ได้คาดหวังให้เทห์หรืออะไรมากมาย แต่ คาดหวังให้ ตลกและฮาที่สุด ถ่ายปกซิงเกิ้ล ก็ยังต้องให้ ฮา จะไปไหน ฮาไป พัทลุง เหรอ เซงไปก็เอาหล่ะสิมองหน้ากัน มุขไม่เดิน เพิ่งเดินทางมุขไม่ออกเหนื่อย ทำไรก็ไม่ได้ 15 นาทีแรก เป็นไปแบบเรื่อยๆเฉื่อยๆ เพราะยังไม่ค่อยออก หัวไม่ค่อยแล่น พี่เค้า ถาม กินอะไรให้มันมึนๆก่อนป่าว เห็นไม่เริงร่า นี่พี่เห็นผมเป็นตัวอะไรเนี่ย เอาแอลกฮอล์มาล่อ โถ่เอ้ย ผมก็เอาสิครับ  55555 พูดเล่นแหมมม ลด ละ เลิก มั่งเหอะค้าบบ ช่วงนี้ลดละเลิก หลายๆอย่าง ก็สู้ๆกันไป พอผ่าน 15 นาทีแรก ไอเดียก็เริ่ม มา ก็ทำท่าฮาๆ ไปหลายอย่าง จน มาเส็ดเอาตอน 5 ทุ่ม จาก 2 ทุ่มน่ะ 3 ชม เก๊กฮาจนเมื่อย เส็ดปั๊บ ก็ มาแก้อัดร้อง คราวนี้ไม่ฮา ครับ ยากๆๆ แต่ก็ร้องแป๊บเดียว เพราะต้องเตรียมตัวไปเล่นงาน CH [V] งานนี้ก็เบื่อเพลง คัฟเวอร์เดิม(เพลงคัฟเวอร์ คือ เอาเพลงของคนอื่นเอามาเล่นในแนวของตัวเอง ซุ่งแนว ของ แททูคัลเลอร์ คือ เอามาทำให้มันง่ายขึ้น 555 หากินง่ายเหลือเกินนะเรา) เช่นเพลง รักคุณเข้าแล้ว one step closer โคตรเบื่อมากมาย และอีกอย่างเล่นวันแถลงข่าวไปแล้ว ไม่อยากเล่นวันมอบรางวัล ก็เลยคิดหาเพลงใหม่ๆมา คือเพลง ไม่อยากให้เธอไว้ใจ และ คนข้างล่าง(เพลงนี้เป็นเพลงชาติ ของ แทททู ลืมไปว่าไม่เคยเอาไปร้องงานไหน นอกจาก ตามร้านอาหารทั่วไป ) ก็เลยได้กินบุญเก่าไปในตัว แอบเบื่อนิดหน่อย แต่ก็โอเคว่ะ งานมันเร่งงานมันรีบ ตีเหล็กหน่ะ มันต้องตีตอนร้อน 555 ก็ซ้อมเส็ดได้นอนตีสามกว่า เหนื่อยมั่กๆๆๆ ตื่นเช้ามาก็เตรียมตัวไปงาน พอไปถึงงานเล่นเสร็จก็ กลับ ฟีดแบ๊คก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ ดีๆๆ ทุกอย่างดี รีบกลับมาขนของที่ค่าย เส็ดก็อัดงานต่อเลยยย เส็ดก็เช้า เหนื่อยมั่กมาย มีข่าวดีมากมาย อาทิเช่น
- ตระเวนส่งซิงเกิ้ลแรกชื่อเพลง "ฝากที" ตามสถานีวิทยุต่างๆ (มีความหมายโดยนัย คือ ฝากพี่ดีเจเปิดที 55 ไม่ช่ายยยย เนื้อหา ประมาณแบบ ฝากไปบอกแฟนใหม่ที ว่าเลิกกันแล้ว ไม่ต้องหึงหรอกก จบแล้วก็จบกันไป เอาเวลาที่มาหึงผมเนี่ยไปรักกันให้ดีเถอะ)
- Producer บอกว่า เส็ดทันขายใน งาน แฟตเฟสติวั่ล ครั้งที่ 6 นี้แน่นอน และได้เล่นในงานด้วย
- ได้ไปแคมปัสทัวร์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พฤศจิกายนนี้แน่นอน ไปดูงาน พืชสวนโลก ทันป่าวไม่รู้ แต่อากาศหน้าหนาวอยากไป มช และเป็นครั้งแรกที่ออกแคมปัสทัวร์ ไกลที่สุดในชีวิตเลยด้วย
วันนี้อัพสั้นๆๆ แค่นี้เหนื่อยแล้วและต้องรีบไปทำงานต่อให้เสร็จเพราะว่าวันศุกร์มีนัดสำคัญกับคนสำคัญ เหอะๆ ดุรูปในงานกันเถอะจ๊ะ
 
September 17

แฟนซีปีสุดท้าย...

พอเขียนชื่อหัวข้อนี้เสร็จก็รู้สึกเศร้าเลย คิดตั้งนานว่าจะตั้งชื่อเรื่องว่าอะไรดีกำลังร่าเริง พอได้ชื่อนี้ปึ๊บ งี๊ดแดก ( งี๊ด เป็นพาสาโปรตุเกสตอนล่างแถวอำเภอดอนบม เป็นศัพท์ที่ท่านนโปเลียนชอบพูด แปลว่า หน้าซีด หรือเศร้าสร้อย ยกตัวอย่างเช่น กะลังเต้นๆอยู่ ร่าเริงๆ แต่เห็นแฟนเก่ากะลังกอดกับแฟนใหม่เค้า เต้นกันอยู่ อาการงี๊ดแดกจึงเกิดขึ้น) โอเค มาเข้าเรื่องกันต่อไปก่อนถึงวันงานมันเป็นปมด้อยตอนเด็กมานานว่าอยากได้สูทขาวมานานมากแล้ว ยิ่งได้ดูมิวสิค โคลด์เพลย์ เพลง A Hardest Part รึเปล่าไม่แน่จัยน่ะกะชื่อเพลงพอดี อิงค์ ไม่แข็งก็เห็นเค้าใส่สูทขาวเสื้อข้างในสีแดง ยิ่ง ตึ๊ด ๆๆๆ(ตึ๊ด เป็นพาสา เม็กซิโกตอนกลาง แปลว่า สะกิดใจ )ก็เลยคิดคอนเซปอยากแต่งตัวแบบนี้ ไปงาน เพราะปีนี้ปีสุดท้ายแล้วจะจบแล้วใ ห้กูได้ทำอะไรเหมือนเป็นคน กะเค้ามั่งเหอะ ก่อนอื่นขอไล่ประวัติให้ฟังก่อนว่าทำไม ถึงตั้งใจแบบนี้ ตอนปี 1 ใส่สูทของแม่ กะเสื้อคอเต่าของแม่ สีพีช อร่าม ทำไมต้องใส่แบบนั้นน่ะเหรออออ เพราะคุณแม่ขอร้อง  55 แม่เลือกมาไว้แล้ว มันต้องเป็นแบบ นี้ เค้าบอกสมัยนี้เค้ากะลังนิยม เค้านิยมแบบไหนนว้ายังไม่เคยเห้นใครใส่เลย งง เลย คุนแม่ผมชื่อปิยพร คุนปิยพร เป็นคุณแม่ที่ทันสมัยมาก เธอเป็น ครูบรรณารักษ์ ที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง และมีความเป็นเผด็จการในตัวสูง มีความเอาแต่ใจ และขี้งอนแม้กระทั่งวัยจะล่วงเลยมากมากแล้วก็ตาม ทำไงได้อ่ะครับ แม่ผมเตรียมชุดไว้แล้ว เพราะว่าเราโทรไปหาเค้าตั้งแต่กลางอาทิตย์เรื่องเครื่องแต่งตัว แม่บอกไม่ต้องกลัว เด๋วแม่จัดห้ายยย เราก็บอกเยี่ยม กะว่า แม่เตรียมเนี่ยเจ๋งแน่ๆ กลับบ้านมาเห็นชุด ล้มทั้งยืนครับ ไม่เป็นไรครับก็ต้องใส่แหละจะเสียน้ำใจคุณแม่อีกอย่างไม่มีเวลาแล้วครับอีก 2 ชม งานเริ่ม พอใส่เส็ด คุนปิยพร เดินมองรอบตัว แบบ พินิจพิเคราะห์ แล้วก็พูดว่า แม่ว่ามันยังขาดอะไรไปน่ะ เท่านั้นพี่แกเดินไปหยิบผ้าเช็ดหน้าลายลูกไม้หวานแหววจ๋ามาพับเป็นรูป สามเหลี่ยม ยัดใส่กระเป๋าเสื้อ โอ้โหวววว ดิมร้องลั่น บอกว่า แม่นี่มันของผู้หญิงน่ะ นี่มีแค่กางเกงอย่างเดียวเลยน่ะที่ดิมไม่ได้เอาของแม่มาใส่ แม่ บอก เออ เอาน่า
สมัยนี้กำลังนิยม อีกแล้ว เอะอะ สมัยนี้กำลังนิยมอีกแล้ว ก็หยิบเก้าอี้หน้ากระจกมาตั้ง ดิมถอยผงะ มา 1 ก้าว ถามว่า แม่ แม่จะทำอะไรหน่ะ แม่ตอบทันควันบอกว่า แต่งหน้าไง เราก็ เฮ็ยยยยยยย ไม่เอาๆๆๆๆๆๆๆ เพราะเป็นคนที่เกลียดการแต่งหน้ามาก  มันเหมือนรู้สึกว่า ยิ้มไม่สะดวก เหมือนมีอะไรมาดึงไว้พูดจาไม่ออก ริมฝีปากเหมือนโดนเย็บติดกัน กินอะไรก็ต้องระวัง พอซับหน้าแป้งหล่นลงมาเป้นกิโล เพราะหน้าสิวเยอะไง  ยังไม่พอตอนล้างออกนี่ทรมานขั้นสุดยอดอ่ะ มันเหมือนกับ เหมือนกับปิงเกาะทั้งหน้าอ่ะ ดึงออก ยากๆ ถูๆๆๆๆๆๆๆ ไถๆๆๆๆๆ เหว่ยยยย ไม่อยากคิดเลย แต่คุณปิยพร กดไหล่ลงเพื่อให้นั่ง จบกันครับชีวิตอธิบายอะไรไปไม่เคยจะฟัง เค้าก็บอกว่าแต่งตัวดีแบบนี้ไม่แต่งหน้าได้ไง โอ๊ยย หมดคำพูด สมยอม แต่งเส็ด ลืมตาขึ้นดูกระจกโอ้วววววว นี่เค้าแต่งสไตล์ไหนของเค้าเนี่ย จะหวานไปไหน หันหน้ากลับไปถามแม่ ว่า แม่นี่มันหวานเหมือนผู้หญิงมากเลยน่ะ แอบคิดในใจอุ้ยกูสวยเนาะ วึ๊ย ขนลุด เท่านั้นแหละแม่อ้าปากปล่อยท่าไม้ตายทีเด็ด เอาน่า สมัยนี้เค้ากะลังนิยม เอาอีกแล้วสิ คำนี้อีกแล้ว แทบร้อง เถียงก็ไม่ได้ เค้าอ่านหนังสือเยอะกว่า พอบอก ไม่เคยเห้นเลยน่ะแม่ที่แม่บอกว่าเค้านิยมเนี่ย แม่บอกว่าคนไทยมันยังตามฝรั่งไม่ทันก็เพราะงี้แหละ โอ้ เจอดอกนี้เข้าไปใครจะเถียงหล่ะพี่ โอเคชุดกะหน้า พร้อม กะลังจะไปใส่ร้องเท้า เปิดประตูห้องปั๊บ เสียงตะโกนตามหลังดังลั่น บอกว่า เด๋ววววววววว มานี้ก่อนยังไม่เส็ดอย่าเพิ่งไป
ในใจก็คิดว่ามีอะไรอีกกกกกกกก เดินกลับมาหน้ากระจกบอกว่า ดิมผมดิมยังไม่เซทเลย จะไปได้ไงลูก ตอนสมัยปี 1ไว้ผมยาวไง อยาก เซอร์ไง อยากเท่มั่งไง อยากให้ผมมันทำให้เครื่องสำอางค์ที่แต่งหน้าดูด้อยลงมั่งไง ไม่ได้ครับคุนปิยพรหันไปหยิบสเปรย์มาปั๊บ จับกดไหล่นั่งลงอีกแล้ว บอกหลับตา น่ะลูก เด่วสเปรย์เข้าตา เราก็เห้อออออออ เอาเลยๆๆๆๆๆๆ เอาให้เต็มที่เลย เหมือนเล่นแต่งตัวตุ๊กตาเลย พอลืมตาขึ้นมาเท่านั้นแหละ เธอเอ้ยยยยยย นึกว่าดูหนังเรื่อง เกย์ พาวเวอร์ หวีเป๋ ปาดข้างเรียบแป้ หมดครับ อันนี้พูดอะไรไม่ถูกเลย 55 จุกจิงๆ ถ้าจะเถียงไปกูเจอแน่ สมัยนี้เค้ากะลังนิยม โอเคว่ะ เด๋วค่อยไปล้างออก เหมือนแม่อ่านใจได้ แตะไหล่กดให้นั่งลง บอกว่าหล่อแล้วลูกอย่าไปล้างออกน่ะ บ๊ะ ทำไมรู้ ไม่งั้นเค้าจะเรียกแม่กับลูกกันเหรออออ คุนปิยพรอาสาเป็นโชว์เฟอร์ขับไปส่งที่งาน โดยระหว่างขับรถ สายตาก็ ดู ทั้ง ถนน และ ดูผมของดิม ตลอดทาง กลัวดิมมันจะยีออก ดิมเหรอ ครับ ดิมก็นั่งหน้าบูดทำใจเตรียมเจอเพื่อนล้อในงาน แน่ๆ ไปถึงเพื่อนๆ ก็ไม่ทำให้ผิดหวังครับ โดน ครหา ว่าเป้นเกย์ทั้งงาน เด๋วจะเอารูป มาโชว์น่ะครับ พอมา ปีสอง ปีสองเริ่มไม่คอ่ยมีกิจกรรมยุ่งเกี่ยวกะทางคณะเท่าที่ควรเพราะว่าเริ่มทำงานกลางคืนเป็นคนเต้นกินรำกินมาตั้งแต่ปี 1 เทอมสองแล้วแต่ ปีสองเนี่ยหนักสุดเลยไม่ได้มีเวลาให้คณะเท่าไหร่ รู้แค่ว่ามีของกินฟรีที่ไหนมี ดิมที่นั้น ตามฉายา ตลกแดก 555 ก็ไปตามเกมปีนี้ คอนเซป ยีนส์ไนท์ กูไม่หรูแล้ว ไม่โทรบอกคุนปิยพรด้วย เอาว่ะ แต่งลวกๆ ไปเพราะกินเสร็จก็ต้องไปร้องเพลงเหมือนเดิม ก็ได้ เสื้อห่านคู่ขาวกะยีนซีด ปีนี้ พิเสด ตรงที่ต้องขึ้นไปแสดงบนเวทีด้วยซ้อม 1 วัน ก่อนแสดง ต้องขึ้นไปลิปซิงค์เพลง พี่นภ ผมแอบชอบคุน โฮ้โหววว ถนัด ชอบๆๆ ร้องไปตเนไป ร้องผิดไม่มีใครจับได้ด้วย 555 ไปถึงงานเค้าหรูกันหมด ทุกคนมองด้วยสายตาเหยียดหยาม ไอ้ห่านี่ มันมาจากไหนว่ะ ยีน ไนท์ ก็ ยีน จิงๆ ไม่มีห่าไรเลย 555 ถึงหลังเวทีเพื่อนมอง จากหัวจดเท้า แล้ว ถาม นี่ มึงจะมาเป็นเสก โลโซ หรือ นภ พรชำนิว่ะ ชิบหายสิครับ เพื่อนก็ให้ไปหาสูท ไปหาไหนก็ไม่มีใครให้ยืม พอดีไปเจอเพื่อน คนนึง สูงราว ๆ 180 ก่า ตัวใหญ่อ้วนด้วย เป้นคนใจดีด้วย เพราะเป้นคนเดียวที่ให้ยืม ครับ แต่ ช้าก่อน ยืมไรหล่ะ ยืม ทักซิโด้ ครับ โฮ้วว พระเจ้า ทักซิโด้ คือสูท แต่มันมีหางข้างหลังไงครับ เหมือนเพนกวินใส่อ่ะ โอ้วโหหห ผมว่าเป็นการปฏิวัติวงการแฟชั่นเมืองไทยอย่างร้ายแรง หลับตาแล้วนึกภาพตามน่ะครับ กางเกนยีนน้ำเงินซีด เสื้อในสีขาว ร้องเท้าคอนเวิร์ส เน่าๆไม่ได้ซักสีขาว แต่ๆๆๆๆ มาตบด้วย ทักซิโด้ โอ้วว โหววว ช๊อกวงการครับ มันไม่แมทช์กันอย่างยิ่ง ทุเรศมากกก แล้วเสื้อตัวใหญ่ๆ โคร่งๆ ของเพื่อนใจดี โอ้วว แล้วตัวเองก็เตี้ยๆ เหมือนกับห่มผ้าห่มเลยยย มองเวลาชิบหายยยย จะเล่นแล้วทำไรไม่ได้ วิ่งขึ้นเวทีชุดนั้นแหละเพื่อน ทุกคนหันมา พูดเป้นเสียงเดียวกัน กูว่ามึงถอดน่าจะดีกว่าน่ะแต่คนอย่างดิมอายใครที่ไหน 5555 ก็ลิปซิงค์มันไปทั้งๆอย่างนั้นแหละ กล้องจับมาที่พี่นภ เสียงสนทนาดังอื้ออึงก็หยุดลง ทุกคนคิดว่าไอ้ห่านั่น ตัวอะไรแล้วมันไปทำอะไรบนเวที กะว่า ร้องเพลง พี่เสกแน่นอนจากการแต่งตัวหลุดๆรั่วๆ พออินโทรขึ้น เสียงฮาทั้งหอประชุมก็ตามมา โฮ้วววว จบกันซักที พอมาถึงปีสามงานเฟรชชี่ไนท์ ปีนี้ สุดๆครับ เป็นที่จดจำของหมู่มอตรสหายเพราะมีเหตุการหลากหลายเหลือเกิน คอนเซปงานคือ คัลเลอร์ฟูล คิดภาพไว้ในหัวว เด๋วไปหาซื้อเสื้อผ้าตอนเย็น โทรศัพท์ดังขึ้น เสียงชวนกันไปลั่น ล้า ตั้งแต่เที่ยงก็เกิดขึ้นน เราก็ไม่อยากขัดเพื่อน เพราะก็อยากเหมือนกัน 55 ก็ไปครับ ปรากฏ ไปเหมือนกันครับ แต่ไปลัล ล้า ที่เขื่อน ซึ่งห่างจากตัวเมือง 40-45 กิโล โอ้ววโหวววว ความฝันนน ที่ จะหล่อกู หมดไปอีกแล้ววว แล้วไม่เท่าไหร่ ลั่น ล้า ตั้งแต่เที่ยงงานเริ่ม 19.00 คุณคิดดูสิครับสภาพมันจะเป็นยังไง ก็เมาทิ่มเลยดิครับ ตอนแรกกังวลอยากหล่อ อยากแต่งตัวดี พอไม่มีสติแล้ว อะไรก็ได้ แต่งยังไงก็ได้ เอา เถอะ กูหิว ไม่แคร์โลกกลับไปห้องเพื่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะไม่ไหวทั้งเหม็นเหงื่อกะเหล้าผสมกัน พออาบกันเส็ด ก็ยังดีน่ะที่มีสติคิดได้อยู่ว่าคอนเซปคือคัลเลอร์ฟูล ตอนนั้นชอบที่จะแตกต่างแล้ว ก็คิดๆๆๆๆ ทำไงดีๆๆๆ หันไปมุมห้องเจอกล้องของแถมที่มาจากบ้านเพื่อนเพราะบ้านเพื่อนขายของ เปิดลังดู เจอเสื้อเนสกาแฟ สามสี โอ้วโหวว เข้าทางเพราะทั้งตรงคอนเซป ทั้งหิว ทั้งรีบ บังคับเพื่อนใส่เลยครับ ไม่พอใส่กางเกงขาสั้นรองเท้าแตะ จะเซอร์ไปไหน คิดไง ว่า เป็นไง กู เซอร์ มั้ยไปถึงงาน เพื่อน บอกนี่ไม่เรียกเซอร์ นี่เรียก ขาดสติใรการแต่งตัว  555   คิดดูครับงานนี้หรูหรามากมาย ผู้ชาย 5 คน ตาเหม่อลอยบ้างก็มีเดินไม่ตรงบ้างกลิ่นละมุดตุ่ยๆ นิดๆ ยิ้มมาแต่ไกล ทุกสายตาจับจ้อง โอ้โหห อายมาก ดีน่ะเค้าไม่เรียกบอกว่าน้อง พี่ ขอ น้ำแข็งถังนึง คือ แบบห่วยมากมาย ก็อับอายกันไปเพื่อนไม่กบล้าเข้าใกล้ไม่มีใครอยากถ่ายรูปด้วย เดินไปป่วนโต๊ะนั้นโต๊ะนี้ จนเค้ารำคาญกันหมด เห็นรึยังครับ ว่าปีนี้เฟรชชี่ไนท์มีความสำคัญ กับผมมากแค่ไหน เริ่มด้วยพาคุณปิยพรไปจ่ายเงินตัดสูทให้ เพราะไม่งั้นอาจจะได้ดีไซเนอร์ที่เค้ากำลังนิยม แบบ ตอนปีหนึ่งอีก หาซื้อเสื้อยืดและก็ ออพชั่นต่างๆ ก่อนวันงาน 2-3 วัน ลดน้ำหนักช่วงนึง เอาว่ะปีสุดท้ายแล้ว ขอซักวันเหอะ ว่ะ ก็ได้สูทขาวกับกางเกง รองเท้าหนัง เสื้อยืด แว่นตา ปีนี้ ไหนๆ จะเปลี่ยนแล้ว อยากเปลี่ยนลุค จากคน ตลก เป้นคนเข้มๆ ขรึมๆ ก็เลยใส่แว่นตี๋ใหญ่ทำหน้าดุๆ สังเกตดุรูปจะไม่ยิ้ม เพราะเป็นคนไม่ตลก 555 ไปถึงงานสลับกันครับปีสี่เค้าไม่ค่อยมีคนแต่งตัวหรูหราเหมือนปีก่อน คือประมานว่า ไอ้บ้านี่มาไง มึงแต่งซ๋ะหรูเชียว โดน อีกสิครับ เห้อออ รู้ตัวเมื่อสาย ก็โดนสายตางงๆ กันไป ประมานว่า มึงมาไงเนี่ย บางคนบอกว่ามึงอยากเด็ก บางคนบอกว่ามึงอยากแก้ตัวจากปีก่อนเหรอ บางคนบอกว่าไม่ต