sibomin's profileSibominPhotosBlogListsMore Tools Help

Blog


    July 29

    ความแตกต่างระหว่างรอยยิ้มเดียวกัน

    ความแตกต่างระหว่างรอยยิ้มเดียวกัน
     
    ผมตื่นขึ้นมากับโลกใบเก่า หลังจากผ่านการกรำศึกกหนักจากเมื่อคืน ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งแล้วที่เธอเดินออกไปจากชีวิตผม เวลาที่ผ่านไปทุกวันมันเหมือนกับว่าใครบางคนกำลังกดรีโมทในหนังให้มันเป็นไปอย่างเชื่องช้าและยาวนานเหลือเกิน ในขณะเดียวกันสิ่งเดิมๆก็เกิดการทำซ้ำทุกวันเรื่อยไป เมื่อผมตื่นและลืมตามองเพดานที่เหมือนเป็นฉากหนัง ฉากหนังที่กำลังถ่ายทอดเรื่องราวของเราสองคนกับเหตุการณ์เก่าๆ หนังเรื่องนี้เล่าตั้งแต่ที่มาของคู่รักคู่หนึ่ง ตั้งแต่แรกรักเพิ่งคบหาดูใจกันใหม่ เมื่อความรักเริ่มจะโตเป็นตัวพอที่จะพูดได้ว่าเค้าสองคนรักกันแล้ว จนมาถึงฉากสุดท้ายของหนังที่เมื่อความเข้าใจทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกันจึงต้องจากกันไปเพื่อจะมีวิถีใหม่ หรือเพื่อจะไปแสดงในเรื่องต่อๆไปของชีวิตที่ยังไม่มาไม่ถึง หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เศร้าเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้ และผมยังต้องดูมันทุกครั้งหลังจากที่ตื่นจากความฝันที่มีเค้าโครงของหนังเรื่องนี้ปนอยู่บ้างไม่มากก็น้อยอยู่ร่ำไป เมื่อถึงเวลาหนังเรื่องนี้จบ ผมจะต้องลุกจากผ้าห่มผืนเดิม เพื่อออกจากโรงหนังและเดินคู่กันไปกับโลกแห่งความจริงอีกครั้งอย่างที่เคยทำมาแล้ว 21 ปี แต่ทุกวันนี้เรื่องราวมันต่างออกไปตรงที่ว่าโลกใบนี้มันมีกรอบมีกรง มีเงื่อนไขขึ้นมาให้ผมรู้สึกหวั่นๆในการเดินทางเสียแล้ว เพราะทุกครั้งที่ไปที่ไหนมาไหน ที่ๆเราเคยใช้ชีวิตด้วยกันมีความสุขด้วยกัน หรือกินข้าวด้วยกัน หรืออะไรต่อมิอะไรก็ตามที มันทำให้สมาธิผมไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอยนัก ผมมักจะคิดถึงวันเวลาเหล่านั้นแม้ว่ามันจะไม่มีทางเกิดขึ้นอีกก็ตามที ผมไม่รู้เลยว่าวันไหนที่ผมและเธอจะเดินสวนกันอีกครั้ง ไม่รู้เลยจริงๆว่าวันไหนผมจะเห็นคนใหม่ของเธอเดินไปไหนมาไหนกับเธอและทำอะไรหลายๆอย่างที่ผมกับเธอทำด้วยกัน ไม่รู้เลยว่าการที่ต้องใช้ชีวิตไปวันๆโดยไม่มีเธอนั้นมันเป็นอย่างไร ผมยังไม่ได้เตรียมพร้อมกับอะไรพวกนี้เลยซักอย่าง แต่สุดท้ายมันก็เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ผมรู้สึกเหมือนกับโลกนี้ มีพื้นที่แค่ 3-4 ไร่เท่านั้น เพราะผมยังคอยมองหาเธออยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะไปที่ไหน และยังอยู่กับความหวังที่จะได้เจอกับเธอจริงๆอีกครั้ง แม้ว่าครั้งล่าสุดที่เราเจอกัน รอยยิ้มของเธอที่เคยให้ผมเพราะความรู้สึกกลับกลายเป็นรอยยิ้มเพราะที่ต้องให้เพื่อเป็นมารยาทของการทักทาย แต่รอยยิ้มที่ผมคืนให้เธอนั้น มันยังเป็นเหมือนเดิมถ้าเธอพอจะมีเวลาสังเกตมันบ้าง จะต่างออกไปก็ตรงที่ผมต้องยิ้มให้เธอและยอมรับว่าเธอไปแล้วจริงๆ แม้รู้อย่างนั้นแล้วผมก็ยังเป็นห่วงเธอกับเส้นทางชีวิตใหม่ๆกับคนใหม่ๆที่เธอเลือกเดิน ในเรื่องต่างๆที่เธอจะทำ ผมจะทำอย่างไรดีให้เธอรู้เรื่องพวกนี้เธอไม่ให้ผมโทรหาไม่ให้ผมส่งsmsหา พูดง่ายคือเธอให้ผมหายไปจากชีวิตเธอผมเลือกอะไรไม่ได้หรอกผมจึงเลือกสิ่งที่น่าจะเป็นวิธีเดียวที่จะสื่อสารกับเธอได้นั่นคือรอยยิ้ม รอยยิ้มของผมทำอะไรให้เธอรู้ไม่ได้มากนักหรอกหรอก มันแค่ช่วยในความรู้สึกของผมเท่านั้น มันทำให้ผมสบายใจทุกครั้งที่ส่งมันไป มันทำให้ผมรู้สึกว่าได้อวยพรให้เธอมีความสุข ยิ้มของผมมีหน้าที่ส่งสารให้กับผู้รับว่า ผมเป็นห่วงและยังรู้สึกเหมือนเดิม มันอาจอยากจะบอกเธอว่าช่วงนี้สอบตั้งใจอ่านหนังสือน่ะ กินเยอะๆน่ะจะได้มีแรงอ่านหนังสือ ขับรถดีๆน่ะไม่ต้องรีบ ข้ามถนนมองซ้ายมองขวาดีๆ เป็นหวัดไม่สบายอะไรก็อย่าลืมกินยา ช่วงนี้หน้าฝนพยายามอย่าตากฝนน่ะ ท้ายที่สุดแล้วมันก็ยังเป็นแค่รอยยิ้มครั้งหนึ่งที่เธอเห็นมันไม่ถึง 1-2 วินาที แต่นี่คือ หน้าที่ของมัน แม้ว่าเมื่อก่อนนี้หน้าที่ของมันจะต่างกันไปโดยสิ้นเชิง เพราะมันมีภาระที่เบากว่าเยอะในการส่งสารว่า วันนี้ดีใจจังเลยที่ได้เจอ จะไปไหนกันดีและแค่ให้เธอรู้ว่ามีความสุขมากที่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ทุกวันนี้ยิ้มของผมมันก็แค่ทำให้ผมทำตามคำปลอบใจของเพื่อนๆ คือ  ให้ผมยิ้มและยอมรับมัน
    July 28

    แรงจูงใจ กับครั้งแรกในโลกไซเบอร์

    หรินทร์ & ไดอารี่เล่มแรกบนโลกไซเบอร์
    เคยมีคำถามหนึ่งข้อที่ถามตัวเองมานานเมื่อได้มีโอกาสพบเห็นไดอารี่หรือมายสเปซของคนหลายๆคน ก็มีบ้างที่ลองเข้าไปอ่านความสงสัยก็มาถามเราว่า ทำไมเค้าจะต้องการให้คนอื่นรู้ด้วยว่าเค้าไปทำอะไรมา แอบรักใคร เพ้อถึงใคร เกลียดใคร ทั้งๆที่มันคือเรื่องส่วนตัวและไดอารี่ควรจะเป็นสิ่งที่มีความลับ เพื่อไว้ระบายในสิ่งที่คนอื่นไม่ควรรู้ สำรวจจากหลายคนมากก็ได้ความมาว่า การได้ระบายใส่ทั้งไดอารี่ และผู้ที่ได้อ่านรับรู้เรื่องราวเหล่านั้น อาจมีคำแนะนำกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะดีหรือร้ายก็ตาม แล้วสิ่งที่เราถามเค้าคือแล้วมันเวิร์คป่าวว่ะ ทุกคนแหละที่ทำงานอดิเรกประเภทนี่ก้ต้องตอบว่าเวิร์ค (อาจเพราะก็กูทำไปแล้วตั้งหน้าตั้งตาแต่งให้สวยก็ตั้งนานมันจะไม่เวิร์คได้ยังไง) นี่ก็เป็นหนึ่งแรงจูงใจที่อยากจะเขียนๆหรือบ่นๆผ่านทางจอให้คนที่อ่านได้ช่วยให้คำปรึกษาบ้างในเรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นกับชีวิตเราเพราะว่าตอนนี้เรื่องราวที่เข้ามามันเยอะแยะวุ่นวาย และส่วนใหญ่มันจะเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่หาคำตอบไม่ได้ ส่วนแรงจูงใจที่สองก็มาจากเพื่อนชื่อปลั๊ก คือได้เข้าไปดูในสเปซของเค้ามา ปลั๊กมีวิธีทำให้ชีวิตปลั๊กที่เรียบง่ายมีความน่าสนใจ พูดจริงๆก็คือถ้าอ่านชีวิตปลั๊กแล้วก็อ่านต่อไปได้โดยไม่รู้สึกเบื่อทั้งๆที่เป็นการดำเนินชีวิตแบบผู้ชาย(แรงๆ) เหมือนกัน ก็เลยอยากลองทำให้ได้เหมือนปลั๊กดูบ้าง เผื่อชีวิตที่เรามีที่มันเรียบๆหรือแรงๆก็แล้วแต่จะทำให้มันออกมาดูน่าสนใจได้มากแค่ไหนในสายตาคนอื่นที่ไม่มีการแต่งสเปซสวยงามเข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำได้มั้ยที่คนอ่านบางคนให้ความสำคัญแค่เนื้อหาในชีวิตของเรามากกว่าสีสันที่เค้าเห็นผ่านสเปซของเรา เป็นสิ่งที่ต้องคอยดูกันต่อไปถือเป็นความท้าทายเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง เหมือนกับเรากำลังจะทำให้ผู้ชมสนใจการนำเสนอบทเพลงด้วยวิธีการต่างๆโดยตัดตัวแปรแทรกที่มีเรื่องหน้าตาเข้ามาเกี่ยวข้อง กล่าวอย่างง่ายคือทำยังไงให้คนฟังเพลงมีความสุขและได้รับรสชาติที่เราปรุงให้เค้าทานได้อย่างเต็มที่ และนี่ก็ยังเป็นความท้าทายของชีวิตที่ยังทำไม่ได้และจะพยายามต่อไป ที่ไหนมีควันที่นั่นมีไฟ ไม่เห็นจะเกี่ยวกันเลย 555